Sandy Inter Logistics

เอกสารนำเข้าส่งออก ที่ผู้ทำ Shipping และตัวแทนออกของต้องรู้

เอกสารนำเข้าส่งออก ที่ผู้ทำ Shipping และตัวแทนออกของต้องรู้

รวมเอกสารนำเข้าส่งออกครบทุกใบ ตั้งแต่ใบขนสินค้า Invoice Packing List B/L C/O ไปจนถึงใบอนุญาตสินค้าควบคุม พร้อมเช็กลิสต์กันของติดด่าน
เอกสารนำเข้าส่งออก

ประเด็นหลักของบทความ

  • เอกสารนำเข้า–ส่งออกที่ครบถ้วนและข้อมูลตรงกันทุกใบคือปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้สินค้าผ่านพิธีการได้รวดเร็ว ลดความเสี่ยงของติดด่าน ค่า Storage, Demurrage และค่าปรับย้อนหลัง
  • ผู้ประกอบการต้องตรวจสอบความสอดคล้องระหว่าง Commercial Invoice, Packing List, B/L หรือ AWB, ใบขนสินค้า และเอกสารสิทธิประโยชน์ โดยเฉพาะชื่อผู้รับสินค้า จำนวน น้ำหนัก มูลค่า และรายละเอียดสินค้า
  • HS Code, ใบอนุญาตสินค้าควบคุม และ Certificate of Origin (C/O) ควรวางแผนตั้งแต่ก่อนสั่งซื้อ เพราะมีผลโดยตรงต่ออัตราภาษี สิทธิ FTA และความสามารถในการตรวจปล่อยสินค้า
  • ระบบ e-Customs และ National Single Window ช่วยให้พิธีการรวดเร็วขึ้น แต่ผู้ยื่นยังต้องเก็บเอกสารต้นฉบับและหลักฐานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบอย่างน้อย 5 ปี เพื่อรองรับการตรวจสอบย้อนหลัง
  • การใช้ตัวแทนออกของหรือผู้ให้บริการชิปปิ้งที่มีความเชี่ยวชาญช่วยลดความผิดพลาดด้านเอกสาร วางแผนสิทธิประโยชน์ทางภาษี และจัดการความเสี่ยงก่อนสินค้าจะถึงท่าเรือหรือสนามบิน

สารบัญบทความ

งานนำเข้าส่งออกไม่ได้แพ้กันที่ค่าระวางเรือหรือความเร็วในการขนส่ง แต่แพ้กันที่ “เอกสาร” ใบเดียวที่ผิดหรือขาดไป สินค้าที่ควรออกจากท่าภายในวันเดียวอาจติดค้างเป็นสัปดาห์ ตามมาด้วยค่า Demurrage ค่า Storage และค่าปรับจากกรมศุลกากรที่ไม่มีใครอยากรับผิดชอบ

สำหรับผู้ให้บริการชิปปิ้ง และตัวแทนออกของ (Customs Broker) การรู้ว่าสินค้าแต่ละประเภทต้องใช้เอกสารอะไร ใครเป็นผู้ออก และต้องยื่นตอนไหน คือทักษะพื้นฐานที่แยกมืออาชีพออกจากมือใหม่ บทความนี้รวบรวมเอกสารนำเข้าและส่งออกที่ใช้จริงในพิธีการศุลกากรไทย พร้อมข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและเช็กลิสต์ที่นำไปใช้ได้ทันที

ทำไมเอกสารนำเข้าส่งออกถึงเป็นหัวใจของงาน Shipping

กรมศุลกากรไม่ได้ตรวจสินค้าทุกตู้ แต่ตรวจ “ข้อมูลที่สำแดง” ทุกใบ ระบบจะประเมินความเสี่ยงจากเอกสารที่ยื่นเข้ามา แล้วจัดสินค้าเข้าช่องทางตรวจปล่อย หากข้อมูลระหว่างเอกสารแต่ละใบไม่ตรงกัน เช่น น้ำหนักใน Packing List ไม่ตรงกับ B/L หรือมูลค่าใน Invoice ไม่สอดคล้องกับราคาตลาด สินค้าจะถูกดึงเข้าช่องทางตรวจสอบทันที

เอกสารจึงทำหน้าที่ 3 อย่างพร้อมกัน ได้แก่

  • เป็นหลักฐานทางกฎหมาย
  • เป็นฐานคำนวณภาษีอากร
  • เป็นเงื่อนไขในการใช้สิทธิลดหย่อนภาษี

ผู้ที่ทำงานด้านพิธีการศุลกากรต้องมองเอกสารเป็นชุดที่สอดคล้องกัน ไม่ใช่เอกสารแยกส่วนที่ต่างคนต่างทำ

เอกสารนำเข้า (Import Documents) ที่ต้องเตรียมให้ครบ

1. ใบขนสินค้าขาเข้า (Import Declaration)

เอกสารหลักที่ยื่นต่อกรมศุลกากรผ่านระบบ e-Customs เพื่อสำแดงรายละเอียดสินค้า พิกัดศุลกากร มูลค่า และภาษีอากรที่ต้องชำระ ผู้ยื่นต้องเป็นผู้ที่ลงทะเบียนเป็นผู้ผ่านพิธีการศุลกากรกับกรมศุลกากรเรียบร้อยแล้ว

2. บัญชีราคาสินค้า (Commercial Invoice)

ออกโดยผู้ขายในต่างประเทศ ระบุชื่อผู้ซื้อ ผู้ขาย รายการสินค้า จำนวน ราคาต่อหน่วย ราคารวม เงื่อนไขการค้า (Incoterms) และสกุลเงิน เอกสารใบนี้เป็นฐานหลักในการประเมินราคาศุลกากร จึงต้องสอดคล้องกับสัญญาซื้อขายและหลักฐานการชำระเงิน

3. บัญชีรายละเอียดบรรจุหีบห่อ (Packing List)

ระบุจำนวนหีบห่อ น้ำหนักสุทธิ น้ำหนักรวม ขนาดกล่อง และเลขหมายกำกับหีบห่อ ใช้ตรวจสอบตอนเปิดตรวจสินค้า ตัวเลขทุกตัวต้องตรงกับ Invoice และ B/L

4. ใบตราส่งสินค้า (Bill of Lading / Air Waybill)

ต้องตรวจว่าชื่อ Consignee ตรงกับผู้นำเข้าที่จะยื่นใบขน หากใช้ B/L แบบ “To Order” ต้องมีการสลักหลังให้ถูกต้อง มิฉะนั้นจะรับสินค้าไม่ได้

5. ใบปล่อยสินค้า (Delivery Order: D/O)

ออกโดยสายเรือหรือตัวแทนสายเรือ หลังผู้นำเข้าเวนคืน B/L ต้นฉบับและชำระค่าใช้จ่ายปลายทางครบ ใช้เป็นหลักฐานในการรับตู้หรือรับสินค้าจากท่าหรือโรงพักสินค้า

6. หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin: C/O)

เอกสารที่ช่วยให้ผู้นำเข้าประหยัดภาษีได้มากที่สุด แต่ก็เป็นเอกสารที่เกิดข้อผิดพลาดบ่อยที่สุด ฟอร์มที่ใช้บ่อยมีดังนี้

ฟอร์ม ความตกลง ใช้กับประเทศ
Form D ATIGA อาเซียน 10 ประเทศ
Form E ACFTA จีน
Form AK AKFTA เกาหลีใต้
Form AJ / JTEPA AJCEP / JTEPA ญี่ปุ่น
Form AI AIFTA อินเดีย
Form AANZ AANZFTA ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์
Form RCEP RCEP 15 ประเทศสมาชิก

หากนำเข้าสินค้าจากจีน การใช้ Form E ให้ถูกต้องอาจเป็นส่วนต่างระหว่างภาษี 0% กับอัตราปกติที่อาจสูงถึง 20–30%

7. ใบอนุญาตนำเข้าสำหรับสินค้าควบคุม

สินค้าบางกลุ่มต้องมีใบอนุญาตจากหน่วยงานเจ้าของเรื่องก่อนยื่นใบขน มิฉะนั้นระบบจะไม่ปล่อยของ

ประเภทสินค้า หน่วยงานผู้ออกใบอนุญาต
อาหาร ยา เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)
เครื่องใช้ไฟฟ้า และวัสดุก่อสร้างบางรายการ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.)
อุปกรณ์สื่อสาร และอุปกรณ์ที่มีคลื่นความถี่ กสทช.
พืช เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย และสารเคมีเกษตร กรมวิชาการเกษตร
สัตว์ ซากสัตว์ และอาหารสัตว์ กรมปศุสัตว์
เครื่องจักรมือสอง และสินค้าควบคุมการนำเข้า กรมการค้าต่างประเทศ

หากไม่แน่ใจว่าสินค้าของคุณเข้าข่ายหรือไม่ ควรตรวจสอบก่อนสั่งซื้อ หรือใช้บริการขอใบอนุญาตนำเข้าเพื่อลดความเสี่ยงสินค้าติดด่าน

8. กรมธรรม์ประกันภัยสินค้า (Insurance Certificate)

จำเป็นเมื่อซื้อขายในเงื่อนไข CIF หรือเมื่อผู้นำเข้าต้องการนำค่าประกันภัยมารวมคำนวณราคาศุลกากร รวมถึงใช้เป็นหลักฐานเรียกร้องค่าเสียหายกรณีสินค้าเสียหายระหว่างขนส่ง

เอกสารส่งออก (Export Documents) ที่ต้องเตรียม

1. ใบขนสินค้าขาออก (Export Declaration)

ยื่นผ่านระบบ e-Customs ก่อนบรรทุกสินค้าลงเรือหรือเครื่องบิน เป็นหลักฐานสำคัญในการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มอัตรา 0% และการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอื่น

2. Commercial Invoice และ Packing List

ใช้หลักการเดียวกับขาเข้า แต่ผู้ออกคือผู้ส่งออกไทย ต้องระบุ Incoterms ให้ชัดเจน เพราะมีผลต่อการโอนความเสี่ยงและการคำนวณมูลค่าส่งออก

3. Shipping Instruction และ Booking Confirmation

เป็นเอกสารที่ผู้ส่งออกหรือตัวแทนออกของส่งให้สายเรือ เพื่อจองระวางและระบุรายละเอียดที่จะปรากฏบน B/L หากข้อมูลผิดตั้งแต่ขั้นนี้ จะแก้ไขภายหลังได้ยากและมีค่าธรรมเนียมแก้ไข

4. VGM (Verified Gross Mass)

การสำแดงน้ำหนักตู้สินค้าที่ผ่านการชั่งหรือคำนวณตามวิธีที่ยอมรับ ต้องส่งให้สายเรือก่อนกำหนด Cut-off มิฉะนั้นตู้จะไม่ถูกโหลดขึ้นเรือ

5. หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าเพื่อการส่งออก

ขอผ่านกรมการค้าต่างประเทศ แบ่งเป็น C/O ทั่วไป (Form C/O) และ C/O ที่ให้สิทธิพิเศษทางภาษี เพื่อให้ผู้ซื้อปลายทางได้รับการลดหย่อนอากรตามความตกลงการค้าเสรี

6. ใบรับรองสุขอนามัยและใบรับรองเฉพาะสินค้า

  • Phytosanitary Certificate สำหรับพืชและผลิตผลจากพืช
  • Health Certificate สำหรับอาหารและสินค้าเกษตรแปรรูป
  • Fumigation Certificate สำหรับสินค้าที่ต้องรมยาหรือใช้ไม้รองสินค้า

7. เอกสารประกอบ Letter of Credit

หากซื้อขายด้วย L/C เอกสารทุกใบต้องตรงตามเงื่อนไขที่ระบุใน L/C แบบไม่มีข้อยกเว้น ตัวอักษรผิดหรือวันที่คลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อยก็ทำให้ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินได้

เอกสารและคุณสมบัติที่ตัวแทนออกของต้องมีโดยเฉพาะ

การเป็นตัวแทนออกของไม่ได้เปิดบริษัทแล้วรับงานได้ทันที ต้องมีสถานะและเอกสารต่อไปนี้

  • ทะเบียนผู้ผ่านพิธีการศุลกากร ลงทะเบียนกับกรมศุลกากรพร้อมเอกสารนิติบุคคล
  • บัตรผ่านพิธีการศุลกากร สำหรับพนักงานที่ต้องเข้าพื้นที่ควบคุมและติดต่อเจ้าหน้าที่
  • ใบรับรองผ่านการอบรมตัวแทนออกของ ตามหลักสูตรที่กรมศุลกากรรับรอง
  • ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Digital Signature) สำหรับส่งข้อมูลเข้าระบบ e-Customs
  • หนังสือมอบอำนาจ จากผู้นำเข้าหรือผู้ส่งออก ระบุขอบเขตการดำเนินการให้ชัดเจน และปิดอากรแสตมป์ให้ถูกต้อง
  • สถานะ AEO (Authorized Economic Operator) สำหรับผู้ที่ต้องการสิทธิตรวจปล่อยเร็วและลดการสุ่มตรวจ

ผู้ประกอบการที่ไม่ต้องการลงทุนสร้างทีมภายในเอง มักเลือกใช้บริการตัวแทนออกของที่มีใบอนุญาตครบและมีประสบการณ์กับสินค้าประเภทเดียวกัน

เอกสารขั้นตอนสั่งซื้อและเตรียมสินค้า

ระบบ e-Customs และ National Single Window

ปัจจุบันพิธีการศุลกากรไทยเป็นระบบไร้เอกสาร (Paperless) เกือบทั้งหมด ข้อมูลใบขนสินค้าถูกส่งเข้าระบบอิเล็กทรอนิกส์ และเชื่อมโยงกับหน่วยงานอื่นผ่าน National Single Window (NSW) ทำให้ใบอนุญาตจาก อย. สมอ. หรือกรมวิชาการเกษตร ถูกส่งเข้าระบบโดยตรง

สิ่งที่ผู้ทำงานต้องระวังคือ ข้อมูลในระบบต้องตรงกับเอกสารต้นฉบับที่เก็บไว้ เพราะกรมศุลกากรมีอำนาจตรวจสอบย้อนหลังได้ถึง 5 ปี เอกสารทุกใบจึงต้องจัดเก็บอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่ยื่นแล้วจบ

พิกัดศุลกากร (HS Code) เรื่องเล็กที่ทำให้เสียเงินมากที่สุด

HS Code คือรหัสจำแนกประเภทสินค้าที่กำหนดอัตราอากรและเงื่อนไขการนำเข้า การเลือกพิกัดผิดส่งผลได้ทั้งสองทาง คือเสียภาษีเกินความจำเป็น หรือเสียภาษีขาดแล้วถูกเรียกเก็บย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับ

แนวทางที่ปลอดภัยคือ ตรวจสอบพิกัดจากเอกสารทางเทคนิคของสินค้า เทียบกับคำวินิจฉัยพิกัดของกรมศุลกากร และหากสินค้ามีความคลุมเครือสูง ให้ยื่นขอคำวินิจฉัยพิกัดล่วงหน้า (Advance Ruling) ก่อนนำเข้าจริง หากต้องการประเมินต้นทุนก่อนตัดสินใจ สามารถใช้เครื่องมือคำนวณภาษีนำเข้าประกอบได้

7 ข้อผิดพลาดเรื่องเอกสารที่ทำให้ของติดด่านบ่อยที่สุด

  1. ข้อมูลระหว่างเอกสารไม่ตรงกัน เช่น น้ำหนัก จำนวนหีบห่อ หรือชื่อสินค้าใน Invoice, Packing List และ B/L ไม่สอดคล้องกัน
  2. สำแดงพิกัดศุลกากรผิด เลือก HS Code จากชื่อสินค้าอย่างเดียวโดยไม่ดูส่วนประกอบและการใช้งาน
  3. C/O ผิดรูปแบบหรือหมดอายุ เช่น ลายเซ็นไม่ตรงกับตัวอย่าง วันที่ออกช้ากว่าวันส่งออก หรือระบุ Third Party Invoice ไม่ครบ
  4. ชื่อ Consignee ไม่ตรงกับผู้นำเข้า โดยเฉพาะกรณีเปลี่ยนผู้รับปลายทางกลางทาง แต่ไม่แก้ไข B/L
  5. ลืมใบอนุญาตสินค้าควบคุม คิดว่าสินค้าไม่เข้าข่าย แต่ระบบ NSW เรียกใบอนุญาตอัตโนมัติจากพิกัด
  6. สำแดงราคาต่ำกว่าความเป็นจริง เพื่อลดภาษี แต่ถูกประเมินราคาใหม่พร้อมเบี้ยปรับ และอาจถูกขึ้นบัญชีเฝ้าระวัง
  7. ยื่นเอกสารช้ากว่ากำหนด เช่น พลาด Cut-off ของสายเรือ หรือยื่นใบขนขาเข้าหลังของถึงท่านานจนเกิดค่า Storage

เช็กลิสต์เตรียมเอกสารก่อนเริ่มงานทุกชิปเมนต์

ก่อนสั่งซื้อหรือรับ Booking

  • ตรวจสอบว่าสินค้าเป็นสินค้าควบคุมหรือไม่ และต้องใช้ใบอนุญาตจากหน่วยงานใด
  • ยืนยัน HS Code และอัตราอากรที่ใช้จริง
  • ตกลง Incoterms กับคู่ค้าให้ชัดเจน

ก่อนสินค้าออกจากต้นทาง

  • ขอ Draft Invoice, Packing List และ Draft B/L มาตรวจก่อนออกฉบับจริง
  • ตรวจสอบเงื่อนไขและวันที่ในการขอ C/O
  • ยืนยันชื่อ Consignee, Notify Party และ Mark & Number

ก่อนยื่นพิธีการ

  • รวบรวมเอกสารต้นฉบับให้ครบทุกใบ
  • ตรวจความสอดคล้องของตัวเลขทุกจุด
  • ยืนยันสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่จะใช้ และเอกสารรองรับสิทธินั้น

หลังตรวจปล่อย

  • จัดเก็บเอกสารและใบเสร็จค่าภาษีอากรอย่างน้อย 5 ปี
  • บันทึกปัญหาที่พบเพื่อป้องกันการเกิดซ้ำในล็อตถัดไป

สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ต้องมีเอกสารรองรับ

การเตรียมเอกสารให้ถูกต้องไม่ได้แค่ป้องกันปัญหา แต่เปลี่ยนเป็นเงินที่ประหยัดได้จริง

  • การใช้สิทธิ FTA ต้องมี C/O ที่ถูกต้องและยื่นภายในกำหนด
  • การคืนอากรตามมาตรา 29 สำหรับวัตถุดิบที่นำเข้ามาผลิตเพื่อส่งออก ต้องมีเอกสารเชื่อมโยงระหว่างใบขนขาเข้าและใบขนขาออก
  • การชดเชยค่าภาษีอากร หรือมุมน้ำเงิน สำหรับผู้ส่งออกที่ใช้วัตถุดิบในประเทศ
  • คลังสินค้าทัณฑ์บนและเขตปลอดอากร ช่วยเลื่อนหรือยกเว้นภาระภาษีจนกว่าจะนำสินค้าออกใช้จริง
  • สิทธิ BOI สำหรับเครื่องจักรและวัตถุดิบตามบัตรส่งเสริม

สิทธิประโยชน์ทั้งหมดนี้ต้องมีการวางแผนตั้งแต่ก่อนนำเข้า ไม่ใช่ตามแก้ทีหลัง ผู้ประกอบการที่ใช้บริการชิปปิ้งครบวงจรมักได้เปรียบตรงที่มีผู้เชี่ยวชาญช่วยวางโครงสร้างเอกสารตั้งแต่ต้นทาง

คำถามที่พบบ่อย

เอกสารนำเข้าที่ขาดไม่ได้เลยมีอะไรบ้าง

อย่างน้อยต้องมีใบขนสินค้าขาเข้า, Commercial Invoice, Packing List, B/L หรือ AWB และ D/O ส่วน C/O และใบอนุญาตจะจำเป็นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าและสิทธิที่ต้องการใช้

Invoice กับ Packing List ใช้ใบเดียวกันได้ไหม

ในทางปฏิบัติบางรายทำรวมเป็นใบเดียว แต่ไม่แนะนำ เพราะเจ้าหน้าที่ตรวจปล่อยใช้ข้อมูลคนละชุด และหากต้องแก้ไขข้อมูลด้านใดด้านหนึ่งจะกระทบทั้งใบ

ถ้า C/O มาไม่ทันวันตรวจปล่อย ทำอย่างไร

สามารถวางประกันค่าภาษีอากรไว้ก่อน แล้วนำ C/O มายื่นขอคืนภายในระยะเวลาที่กำหนดได้ แต่ต้องแจ้งความประสงค์ใช้สิทธิตั้งแต่ตอนยื่นใบขน

ตัวแทนออกของกับ Freight Forwarder ต่างกันอย่างไร

Freight Forwarder ดูแลการจัดการขนส่งและระวางสินค้า ส่วนตัวแทนออกของรับผิดชอบพิธีการศุลกากรและการสำแดงต่อกรมศุลกากรโดยตรง หลายบริษัทให้บริการทั้งสองส่วนรวมกันในรูปแบบDoor to Door

สำแดงพิกัดผิดโดยไม่เจตนา มีโทษหรือไม่

มีการเรียกเก็บภาษีส่วนที่ขาดพร้อมเงินเพิ่ม และอาจมีเบี้ยปรับตามความร้ายแรง การเข้าไปแจ้งแก้ไขเองก่อนถูกตรวจพบมักได้รับการพิจารณาที่ผ่อนปรนกว่า

ต้องเก็บเอกสารนำเข้าส่งออกไว้นานแค่ไหน

ควรเก็บอย่างน้อย 5 ปีนับจากวันนำเข้าหรือส่งออก เพื่อรองรับการตรวจสอบย้อนหลังของกรมศุลกากรและกรมสรรพากร

สรุป

เอกสารนำเข้าส่งออกไม่ใช่แค่งานเอกสาร แต่คือระบบควบคุมต้นทุนและความเสี่ยงของทั้งชิปเมนต์ ผู้ทำ Shipping และตัวแทนออกของที่เข้าใจว่าเอกสารแต่ละใบเชื่อมโยงกันอย่างไร จะสามารถตรวจจับปัญหาได้ตั้งแต่ก่อนสินค้าออกจากต้นทาง แทนที่จะมาแก้ตอนของติดอยู่ที่ท่า

หากคุณกำลังนำเข้าหรือส่งออกสินค้าและไม่มั่นใจว่าเอกสารครบถ้วนถูกต้องหรือไม่ ทีมงาน Sandy Inter Logistics พร้อมตรวจสอบเอกสารและดำเนินพิธีการศุลกากรให้ตั้งแต่ต้นจนจบ

ไม่แน่ใจว่าเอกสารครบหรือยัง ส่งให้เราตรวจก่อนยื่นได้เลย
ขอใบอนุญาตนำเข้าไม่เป็น เราดำเนินการให้ครบทุกหน่วยงาน
แท็ก
แชร์
Picture of ทีมงาน Sandy Inter Logistics
ทีมงาน Sandy Inter Logistics

ทีมผู้เชี่ยวชาญจาก Sandy Inter Logistics ผู้ให้บริการระบบโลจิสติกส์ครบวงจร ด้วยประสบการณ์กว่า 20 ปี ทีมงานของเรามุ่งมั่นแบ่งปันความรู้ ข่าวสาร และเคล็ดลับที่เป็นประโยชน์ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถจัดการการนำเข้า-ส่งออก พิธีการศุลกากร และการขนส่งระหว่างประเทศได้อย่างราบรื่น ไร้กังวล

ดูบทความทั้งหมดของผู้เขียน

บทความที่เกี่ยวข้อง

Form E หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าภายใต้ ACFTA สำหรับลดภาษีนำเข้าจากจีน
ความรู้นำเข้า–ส่งออก

Form E คืออะไร? ลดภาษีนำเข้าจากจีนได้เท่าไหร่ และต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง

Form E คือหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าภายใต้ ACFTA ที่ช่วยลดภาษีนำเข้าจากจีนได้ถึง 0% ดูวิธีเช็คอัตราภาษีตาม HS Code เอกสารที่ต้องใช้ และสาเหตุที่ถูกปฏิเสธสิทธิ

อ่านต่อ →
ความรู้นำเข้า–ส่งออก

ค่าขนส่งทางอากาศคิดอย่างไร? เข้าใจน้ำหนักปริมาตรและ Chargeable Weight ก่อนส่งสินค้าไปต่างประเทศ

ค่าขนส่งทางอากาศคิดจากน้ำหนักจริงหรือน้ำหนักปริมาตร? เข้าใจ Chargeable Weight สูตรหาร 6000 และค่าใช้จ่ายแฝง ก่อนส่งสินค้าไปต่างประเทศ

อ่านต่อ →
Check Cargo Volume Is FCL or LCL More Cost-Effective
ความรู้นำเข้า–ส่งออก

FCL กับ LCL ต่างกันอย่างไร เลือกแบบไหนคุ้มกว่าสำหรับการส่งสินค้าทางเรือ

FCL กับ LCL ต่างกันอย่างไร เป็นคำถามแรกของผู้นำเข้าส่งออกเกือบทุกคนที่เริ่มส่งสินค้าทางเรือ เพราะการเลือกผิดแบบอาจทำให้จ่ายค่าขนส่งแพงเกินจำเป็น

อ่านต่อ →
Scroll to Top